ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพราว 2,100 รายในปี 2569 และอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในดัชนี StartupBlink โดยกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของสตาร์ทอัพกว่า 80% ของทั้งประเทศ ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าไทยมีฐานผู้ประกอบการดิจิทัลที่ไม่เล็ก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ระบบนิเวศนี้พร้อมจะ “ใช้ประโยชน์” จากโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ที่กำลังเกิดขึ้นหรือไม่ หรือ Data Center เหล่านี้จะกลายเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลของบริษัทต่างชาติ โดยที่สตาร์ทอัพไทยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
ภาพรวมที่ไม่ควรมองข้าม: ไทยโตเร็ว แต่ยังตามหลังเพื่อนบ้าน
ในปี 2569 ไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม “Still Rising” ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก มีจุดแข็งด้านฟินเทค อีคอมเมิร์ซ และการขนส่ง และกำลังเบนเข็มไปสู่ AI, green tech และ deep tech ตามทิศทางที่หน่วยงานอย่าง NIA ผลักดัน อย่างไรก็ตาม อันดับของไทยยังตามหลังสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียในแง่ของความหนาแน่นของระบบนิเวศโดยรวม นี่หมายความว่าไทยมี “ของดี” อยู่ไม่น้อย แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ของดีเหล่านั้น scale ได้ในระดับภูมิภาค
Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเป็นตัวเร่งหรือเป็นตัวถ่วงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกออกแบบให้ “เปิด” หรือ “ปิด” ต่อสตาร์ทอัพไทย หากผู้ประกอบการ Data Center มองสตาร์ทอัพเป็นเพียงลูกค้ารายย่อยที่สร้างรายได้ไม่คุ้มต้นทุนการขาย พวกเขาก็จะไม่ลงทุนทำโปรแกรมสำหรับสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง แต่หาก BOI และหน่วยงานรัฐใช้เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนเป็นเครื่องมือกดดันให้เกิดความร่วมมือ สตาร์ทอัพก็จะมีช่องทางเข้าไปใช้ทรัพยากรได้มากขึ้น
สัญญาณเชิงบวก: เมื่อ hyperscaler เริ่มแข่งกันที่ “ชุมชนนักพัฒนา”
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในปี 2569 คือ Google Cloud ประกาศแผนขยาย Google Cloud Labs ในไทยเป็นอย่างน้อย 125,000 แห่งภายในครึ่งแรกของปี โดยร่วมมือกับกลุ่มนักพัฒนาไทยหกกลุ่ม แม้ตัวเลข “125,000 แห่ง” อาจเป็นตัวชี้วัดที่มีความเฉพาะเจาะจงของโปรแกรม แต่สิ่งที่นัยสำคัญคือ hyperscaler ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องราคาหรือจำนวน data center อีกต่อไป แต่แข่งกันที่ “การเข้าถึงชุมชนนักพัฒนา” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของสตาร์ทอัพ
ในทางกลับกัน Microsoft ได้ประกาศกรอบการลงทุนด้าน cloud, AI และ data center ในไทยระหว่างปี 2569–2571 เกินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนระดับนี้จะสร้างงานด้านวิศวกรรมและเทคนิคในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสตาร์ทอัพในการเข้าถึงบุคลากรที่มีประสบการณ์จากบริษัทข้ามชาติ หรือสร้าง partnerships กับทีมวิศวกรของ hyperscaler ที่ประจำอยู่ในไทย
กับดักที่ต้องระวัง: ตัวเลขลงทุนสูงไม่ได้แปลว่าสตาร์ทอัพได้เงิน
รายงานบางฉบับชี้ให้เห็นความไม่สมดุลที่น่าสนใจ: ในปี 2569 ไทยดึงเม็ดเงินลงทุนด้าน AI Data Center ได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สตาร์ทอัพ AI ของไทยที่มี founder และ cap table จริงๆ ระดมทุนได้เพียงประมาณ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างระหว่าง “เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน” กับ “เงินลงทุนในสตาร์ทอัพ” ที่ยังห่างกันมาก การที่ประเทศมี Data Center มากขึ้นไม่ได้แปลว่า VC จะลงทุนในสตาร์ทอัพไทยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
สตาร์ทอัพจึงต้องคิดในเชิงกลยุทธ์ว่าจะ “เกาะ” โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างไร เช่น การเป็นผู้ให้บริการ layer บนสุด (application layer) ที่ใช้ Data Center ในประเทศเป็นจุดขายด้าน latency และ data sovereignty ในการขายให้ลูกค้าองค์กร หรือการร่วมมือกับผู้ให้บริการ colocation รายกลางเพื่อสร้างโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรมที่ hyperscaler ทั่วไปไม่ลงมาทำเอง
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ: Data Center จะเป็นถนนหรือที่จอดรถ?
DEPA เปรียบ Data Center กับถนนที่สร้างขึ้น แต่คำถามคือ “ประเทศไทยจะเอารถแบบไหนมาวิ่งบนถนนเส้นนี้” หากสตาร์ทอัพไทยไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ Data Center ก็จะทำหน้าที่เป็นเพียงที่จอดรถสำหรับข้อมูลของบริษัทต่างชาติ แต่ถ้าสตาร์ทอัพไทยสามารถใช้ compute และ data ที่อยู่ในประเทศเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ถนนเส้นนี้ก็จะกลายเป็นเส้นทางหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างแท้จริง คำตอบจะขึ้นอยู่กับว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย—รัฐ ผู้ประกอบการ Data Center และสตาร์ทอัพ—เลือกที่จะ “เปิด” หรือ “ปิด” ประตูระหว่างกัน

