การระบาดของโควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมยาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เมื่อการเดินทางถูกจำกัด ผู้คนไทยหันไปใช้บริการสุขภาพดิจิทัล บริษัทยาที่เคยพึ่งพาการกระจายยาผ่านหน้าร้านขายยาและโรงพยาบาล ต้องปรับตัวเข้าหาอัลกอริทึมและแอปพลิเคชันมือถือเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคปลายทาง
การเฟื่องฟูของอี-ฟาร์มาซีและการปรึกษาออนไลน์
กฎระเบียบของไทยอนุญาตให้จำหน่ายยาบางประเภททางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. อย่างเป็นทางการ สตาร์ตอัปอย่าง เอชดีมอลล์ (HDmall) หมอดี (Mordee) และ รักษ์ษา (Raksa) ได้ร่วมมือกับบริษัทยารายใหญ่เพื่อให้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ที่ครบวงจรพร้อมการจัดส่งยา โมเดลนี้ตัดลดต้นทุนการกระจายสินค้าและขยายการเข้าถึงตลาดไปจนถึงหมู่บ้านห่างไกลที่ไม่มีร้านขายยาสมัยใหม่
การใช้ Big Data เพื่อคาดการณ์ความต้องการยา
บริษัทยาไทยลงทุนมหาศาลในระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) บนคลาวด์ ข้อมูลการขายแบบเรียลไทม์จากร้านขายยาหลายพันแห่งถูกนำมาใช้เพื่อคาดการณ์ยอดสั่งซื้อยาตามฤดูกาล เช่น ยาแก้แพ้ในช่วงฤดูฝน หรือยารักษาระบบทางเดินหายใจในช่วงฤดูหมอกควันที่เชียงใหม่ ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานนี้ช่วยลดความเสี่ยงยาหมดอายุและรับประกันว่ามีสต๊อกเพียงพอเสมอ
เทเลเมดิซีนเป็นช่องทางการให้ความรู้ตลาด
นอกเหนือจากการขาย แพลตฟอร์มดิจิทัลยังถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ความรู้ บริษัทยาไทยจัดการสัมมนาออนไลน์ด้านสุขภาพและแคมเปญโซเชียลมีเดียร่วมกับเภสัชกรเพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพอย่างมากในการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเองได้ (OTC) ใหม่ ๆ เช่น วิตามิน อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน และยาสมุนไพรสมัยใหม่ ให้กับคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z
รายงานโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Center) ที่เข้าถึงได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ชี้ให้เห็นว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยาและสุขภาพในไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคาดการณ์มูลค่าธุรกรรมสูงถึง 40,000 ล้านบาท การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยความสะดวกในการชำระเงินดิจิทัล (QR Payment) และความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยาออนไลน์ บริษัทยาที่ไม่ปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลจะต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดภายในห้าปีข้างหน้าอย่างแน่นอน ระบบนิเวศดิจิทัลนี้ไม่ใช่แค่ส่วนเสริมอีกต่อไป หากแต่เป็นกระดูกสันหลังหลักของการกระจายยาแผนปัจจุบันในประเทศไทย

