ภาคเกษตรของไทยจ้างงานมากกว่า 30% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่เอสเอ็มอีภาคเกษตรกลับเผชิญปัญหาเรื่องผลผลิตที่ไม่แน่นอน ต้นทุนสูง และการเข้าถึงตลาด อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 เครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming Community) ที่รวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ นักเทคโนโลยี และสหกรณ์การเกษตร กำลังเปลี่ยนโฉมภาคส่วนนี้ให้มีประสิทธิภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (https://www.moac.go.th) ระบุว่าเกษตรกรที่ใช้เทคโนโลยีแม่นยำมีรายได้ต่อไร่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28%
เครือข่าย Young Smart Farmer: ห้องเรียนเทคโนโลยีการเกษตรที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
โครงการ Young Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรฯ ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีมากกว่า 40,000 คนทั่วประเทศ และหลายคนได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับจังหวัดเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่เอสเอ็มอีเกษตรรายย่อยแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
กลไกการเรียนรู้แบบเกษตรกรนำเกษตรกร
กลุ่ม “สมาร์ทฟาร์มอีสาน” ที่จังหวัดร้อยเอ็ด มีสมาชิกกว่า 1,800 คน เปิดแปลงสาธิตการใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นดิน โดรนพ่นปุ๋ย และระบบน้ำหยดอัตโนมัติ ให้เกษตรกรรายย่อยทดลองใช้โดยไม่ต้องลงทุนเอง พร้อมจัดอบรมเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลจากแอปพลิเคชัน “เกษตรอัจฉริยะ” ของกระทรวงเกษตรฯ ทุกเดือน ผลปรากฏว่าเกษตรกรสมาชิกที่นำเทคโนโลยีไปใช้ประหยัดน้ำได้ถึง 40% และลดต้นทุนปุ๋ยเคมีลง 25%
จากการผลิตสู่การตลาด: เครือข่ายช่วยเจาะตลาดพรีเมียม
นอกจากเทคโนโลยีการผลิตแล้ว เครือข่ายยังทำหน้าที่เชื่อมต่อเอสเอ็มอีเกษตรเข้ากับผู้ซื้อที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงและตรวจสอบย้อนกลับได้
กรณีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้
กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดยโสธร จำนวน 120 ครัวเรือน เข้าร่วมเครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะและนำระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วย QR Code มาใช้ ทำให้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของกลุ่มสามารถวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของญี่ปุ่นและสิงคโปร์ได้ ราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 45 บาทเป็น 95 บาท และยอดขายรวมปี 2569 แตะ 45 ล้านบาท
ข้อมูลยืนยันการยกระดับเอสเอ็มอีภาคเกษตร
รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 2569 ชี้ว่าเกษตรกรและเอสเอ็มอีในเครือข่าย Smart Farming มีรายได้สุทธิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 35% ภายในสองปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 22% จากการใช้ปุ๋ยแม่นยำและพลังงานหมุนเวียน สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญคือการเกิดขึ้นของ “ตลาดกลางสินค้าเกษตรดิจิทัล” ที่พัฒนาโดยเครือข่ายร่วมกับ Startup ไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถประมูลราคาขายล่วงหน้าได้ ลดปัญหาพ่อค้าคนกลางกดราคา และช่วยให้เอสเอ็มอีเกษตรมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
ทิศทางปี 2570 เครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะไทยมีแผนขยายความร่วมมือกับศูนย์วิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์สภาพอากาศและโรคระบาดในพืชแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับเอสเอ็มอีภาคเกษตรของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

